ก้าวข้ามยุทธศาสตร์พึ่งต่างชาติสู่ยุทธศาสตร์“โลกพึ่งไทย”

นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.
อดีตรอประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอ“กลัดกระดุมยุทธศาสตร์ใหม่”จากยุทธศาสตร์กระแสนิยมพึ่งต่างชาติสู่ยุทธศาสตร์”โลกพึ่งไทย“
โดยมีเนื้อหาดังนี้
รายงานปฏิรูปประเทศ
ก้าวข้ามยุทธศาสตร์พึ่งต่างชาติสู่ยุทธศาสตร์
“โลกพึ่งไทย”
:ถอดรหัสอุตสาหกรรมชิป-เซมิคอนดักเตอร์
&นวัตกรรมชีวภาพ
“ประเทศไทยต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกใหม่
จากไทยพึ่งโลกสู่โลกพึ่งไทย“

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.
อดีตรอประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์อย่างยิ่งจากการเดินหน้านโยบายพัฒนาประเทศตามกระแสความนิยม (Hype-Driven Policies) ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มงบประมาณ สิทธิประโยชน์ทางภาษี และทรัพยากรวิกฤตของชาติ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ในบริบทของประเทศไทย เราไม่มีเทคโนโลยีต้นน้ำเป็นของตนเอง ทำให้ต้องพึ่งพาชิป นวัตกรรม ซอฟต์แวร์ และสายการผลิตจากต่างประเทศเกือบร้อยละร้อย
ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมเหล่านี้ยังดึงเอาทรัพยากรพลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำอันมีค่าไปใช้อย่างมหาศาล โดยที่ตัวเลขมูลค่าการลงทุนจริงตกอยู่กับห่วงโซ่อุปทานและคนไทยเพียงน้อยนิด
รายงานพิเศษฉบับนี้เสนอให้ภาครัฐ “กลัดกระดุมเม็ดแรก” ของยุทธศาสตร์ประเทศใหม่ โดยทบทวนและปรับลำดับความสำคัญของทิศทางการพัฒนาประเทศ มาสร้างความเข้มแข็งจากภายในบนฐานศักยภาพที่แท้จริง
เราสามารถเรียนรู้จากอุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นโมเดลผลิตชิปแบบเฉพาะทาง (Pure-Play Foundry) ของ TSMC ในไต้หวัน หรือชิปหน่วยความจำ HBM ของเกาหลีใต้ เพื่อนำมาปรับใช้กับการสร้าง เศรษฐกิจชีวภาพ(Bio-Economy)โดยยกระดับประเทศไทยจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรราคาถูก ไปสู่การผลิต “สารตั้งต้นมูลค่าสูง” ป้อนให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของโลกในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมชีวภาพโลก
1. ถอดบทเรียนอุตสาหกรรมชิป-เซมิคอนดักเตอร์เกาหลี-ไต้หวัน
อุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ของโลก ไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสมาร์ทโฟนแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา หากแต่เริ่มต้นจากการนำทรายหรือแร่ซิลิคอนมาถลุงและผ่านกระบวนการทำความบริสุทธิ์จนได้เป็นแผ่นเวเฟอร์ (Silicon Wafer) จากนั้นจึงส่งต่อให้โรงงานรับจ้างผลิตอย่าง TSMC สลักวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋วเพื่อสร้างเป็นชิปประมวลผลหรือชิปหน่วยความจำ ป้อนให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกนำไปใช้ผลิตไอทีและ AI Server อีกทอดหนึ่ง กระบวนการนี้ทำให้ไต้หวันและเกาหลีใต้กลายเป็นขั้วอำนาจทางเทคโนโลยีที่โลกเทคโนโลยีขาดไม่ได้
เมื่อนำพิมพ์เขียวนี้มาจับกับประเทศไทย ผลผลิตทางการเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ก็คือ “สารกึ่งตัวนำทางธรรมชาติ” ที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์
หากเรายกระดับการผลิตไปสู่โมเดลผลิตสารชีวภาพ( Bio-Foundry ) ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องไปต่อท้ายแถวของกระแสนิยมไฮเทคดิจิตอลที่พึ่งพานำเข้าทุนและเทคโนโลยี แต่เราสามารถตั้งตัวเป็นผู้สกัดและแปรรูปวัตถุดิบชีวภาพให้กลายเป็น “สารตั้งต้นชีวภาพความบริสุทธิ์สูง” หรือชีวโมเลกุลเกรดการแพทย์และอุตสาหกรรมต่างๆส่งออกป้อนให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติในอุตสาหกรรมยา เวชสำอาง อาหารฟังก์ชัน เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ชีวภาพที่โลกต้องพึ่งพาเช่นเดียวกัน
2. เปรียบเทียบโมเดลยุทธศาสตร์ใหม่-เก่า
เมื่อนำโมเดลยุทธศาสตร์และนโยบายเดิมที่เน้นการอุดหนุนตามกระแส (Hype-Driven) มาเปรียบเทียบกับโมเดลยุทธศาสตร์ใหม่ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
1.สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content Value)
นโยบายเดิมสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้เพียงร้อยละ 10 ถึง 15 เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี ชิป และชิ้นส่วนจากต่างชาติ ขณะที่โมเดล Bio-Foundry สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้สูงถึง ร้อยละ 85 ถึง 95 เพราะใช้ทรัพยากรและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศทั้งหมด
2.รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเกษตรกร นโยบายเดิมทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพียง 120,000 บาทต่อปี และมีความผันผวนสูงตามราคาตลาดโลก แต่โมเดลใหม่จะช่วยยกระดับรายได้ขึ้นเป็น 420,000 ถึง 550,000 บาทต่อปี อย่างมั่นคงด้วยระบบ Bio-Contract Farming
3.การสร้างการจ้างงานทักษะสูงในภูมิภาค
ยุทธศาสตร์และนโยบายเดิมสร้างการจ้างงานทักษะสูงเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมส่วนกลางหรือ EEC
ขณะที่โมเดลใหม่สร้างงานวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพกระจายสู่ 77 จังหวัดมากกว่า 180,000 ตำแหน่ง และช่วยยกระดับค่าจ้างแรงงานเกษตรกรขึ้น 2.5 ถึง 4 เท่า
4.มูลค่าการส่งออกต่อตันวัตถุดิบ (Value per Ton)
การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์แบบเดิมสร้างมูลค่าได้เพียง 8,000 ถึง 15,000 บาทต่อตัน แต่เมื่อนำมาผ่านกระบวนการ Bio-Foundry สกัดเป็นสารเกรด API หรือโปรตีนบริสุทธิ์ มูลค่าการส่งออกจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 200,000 ถึง 3,500,000 บาทต่อตัน
5.การใช้น้ำและพลังงานไฟฟ้า
นโยบายเดิมสร้างภาระอย่างมหาศาลต่อทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า ขณะที่โมเดลใหม่มีความคุ้มค่าสูงเนื่องจากใช้ระบบน้ำหมุนเวียนในระบบปิด และใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองในพื้นที่
6.มูลค่าเศรษฐกิจรวมและการลดก๊าซเรือนกระจก
นโยบายเดิมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ราว 200,000 ล้านบาทโดยผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่ทุนต่างชาติ ขณะที่โมเดลใหม่จะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมสูงถึง 2.1 ล้านล้านบาทหรือ10เท่า ภายใน 10 ปีโดยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งช่วยลดการนำเข้ายาและสารเคมีได้หลายแสนล้านบาทและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ขั้นต่ำ 40 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี
3.ก้าวข้ามยุทธศาสตร์พึ่งต่างชาติสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมชีวภาพโลก
:จากไทยพึ่งโลกสู่โลกพึ่งไทย
การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการผลิตไปสู่ Bio-Foundry ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่จะปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจทวีคูณและกระจายผลประโยชน์ไปสู่ทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
1.มิติภาคเกษตรกรรมและเกษตรกร
เกษตรกรไทยกว่า 8.5 ล้านครัวเรือนจะได้รับการยกระดับรายได้สุทธิต่อไร่เพิ่มขึ้นจากเดิม 300% ถึง 1,000%
นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับความมั่นคงด้านราคาผ่านระบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Bio-Contract Farming)
2.มิติภาคอุตสาหกรรม
ภาคอุตสาหกรรมจะเกิดการเติบโตของ New S-Curve ใหม่ที่มียุทธศาสตร์ต้นน้ำอยู่ในประเทศร้อยละร้อย ทั้งอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ เวชสำอาง ยาสกัดสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและโปรตีนทางเลือก ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางยา (API) สารแต่งเติมอาหาร และเคมีภัณฑ์สังเคราะห์จากต่างประเทศได้มากกว่า 140,000 ล้านบาทต่อปี
ผู้ประกอบการไทยจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงโรงงานรับจ้างบรรจุ (OEM) ไปสู่การเป็นเจ้าของสิทธิบัตรสารตั้งต้นชีวภาพ (Bio-IP) ป้อนบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก
3.มิติแรงงานและการจ้างงาน (Labor & Employment Transformation)
ยุทธศาสตร์ Bio-Foundry จะปฏิรูปโครงสร้างแรงงานของประเทศไทยครั้งใหญ่ นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานใน 4 ด้านสำคัญ
3.1การกระจายการจ้างงานทักษะสูงสู่ภูมิภาค (Decentralised High-Skill Jobs)
ศูนย์ AIC ใน 77 จังหวัด และโรงกลั่นชีวภาพระดับภูมิภาค จะสร้างการจ้างงานใหม่สำหรับนักวิจัย, นักชีววิทยา, วิศวกรเคมีชีวภาพ, นักเทคโนโลยีการเกษตร และผู้เชี่ยวชาญการควบคุมคุณภาพ (QC/QA) ในพื้นที่ภูมิภาคมากกว่า 180,000 ตำแหน่ง ลดความจำเป็นในการย้ายถิ่นฐานของแรงงานเข้าสู่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่
3.2การดึงดูดแรงงานคนรุ่นใหม่กลับสู่ถิ่นฐาน (Brain Gain / Local Workforce)
เปลี่ยนภาพจำของภาคเกษตรจาก “งานหนัก สุขภาพพัง รายได้ต่ำ” ไปสู่การเป็น “Smart Bio-Farmers & Bio-Technicians” แรงงานคนรุ่นใหม่และบัณฑิตจบใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถกลับไปทำงานระดับสูงในภูมิภาคใกล้บ้าน พร้อมรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
3.3การยกระดับทักษะแรงงานเดิม (Up-skilling & Re-skilling)
แรงงานภาคการเกษตรและแรงงานในอุตสาหกรรมแปรรูปแบบเดิมจะได้รับการอบรมยกระดับทักษะผ่านระบบ AIC ให้มีความเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงพืชสกัด การใช้เครื่องมือสกัดระดับห้องปฏิบัติการ และการจัดการมาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าและค่าจ้างแรงงาน (Wage Level) ในภาคเกษตรกรรมอย่างก้าวกระโดด
3.4การลดปัญหาแรงงานแฝงและการว่างงานแฝง (Underemployment)
แก้ปัญหาภาคเกษตรที่มีลักษณะการทำงานตามฤดูกาลและมีเวลาว่างเปล่านอกฤดูเก็บเกี่ยว การเลี้ยงผำ แมลงอุตสาหกรรม และการแปรรูปชีวมวลจะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานตลอด 365 วัน สร้างรายได้และอัตราการทำงานที่สม่ำเสมอให้แก่แรงงานฐานราก
4.มิติภาพรวมประเทศ
ประเทศไทยจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง GDP จากการพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก ไปสู่นวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง โดยคาดว่ามูลค่าเศรษฐกิจชีวภาพจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 ของ GDP ประเทศไทย ภายใน 10 ปี หรือคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า 2.1 ล้านล้านบาท ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกสารตั้งต้นทางชีวภาพและโปรตีนอนาคต สร้างด่านเกราะคุ้มกันเศรษฐกิจ (Bio-Shield) ที่ทำให้บริษัทยา อาหาร และเครื่องสำอางข้ามชาติต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากไทย พร้อมทั้งช่วยบรรลุเป้าหมาย Net-Zero
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: การปรับยุทธศาสตร์และ “กลัดกระดุมเม็ดแรกใหม่”
ภาครัฐจำเป็นต้องปฏิรูปกรอบความคิดและกลัดกระดุมเม็ดแรกของการวางยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศเสียใหม่ โดยดำเนินการใน 3 วาระสำคัญ
1. ยกระดับ Agroindustry, Bio-Economy และ Future Protein เป็นวาระแห่งชาติอันดับ 1 (Primary Strategic Priority)
โดยปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายรัฐบาลมุ่งเน้นการแปรรูปกลุ่มพืชผลเกษตร ชีวภาพ และโปรตีนทางเลือกสู่สารตั้งต้นมูลค่าสูงเป็นเป้าหมายหลักของประเทศ
2. รีเซ็ตโครงสร้างการส่งเสริมการลงทุน (BOI Reform)
ทบทวนการให้สิทธิประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต่างชาติที่ไม่เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและดึงเอาทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าไปใช้สูง โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ทรัพยากรอย่างเคร่งครัด แล้วหันมาอัดฉีดสิทธิประโยชน์สูงสุด (Tier 1+) ให้แก่ผู้ลงทุนใน Bio-Refinery Complex, อุตสาหกรรมสกัดสารมูลค่าสูง
3. จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนพัฒนานวัตกรรมชีวภาพและพัฒนาแรงงานชีวภาพ (National Bio-Foundry & Workforce Fund)
อัดฉีดงบประมาณนำร่อง 25,000 ล้านบาท สนับสนุนจัดตั้งโรงกลั่นชีวภาพประจำทุกภูมิภาค ยกระดับเครื่องมือสกัดขั้นต้นให้COEและ AIC 77 จังหวัด พร้อมทั้งจัดทำหลักสูตร Up-skillและRe-skill ร่วมกับสถาบันการศึกษา สภาเกษตรกร หอการค้าและสภาอุตสาหกรรมในพื้นที่เพื่อสร้างแรงงานชีวภาพทักษะสูงรองรับทั่วประเทศ
ยุทธศาสตร์ใหม่ที่เสนอในรายงานพิเศษฉบับนี้เป็นการปรับลำดับความสำคัญของทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไม่ได้หมายถึงการทอดทิ้งอุตสาหกรรมใหม่เช่น AI บิ๊กเดต้า EV เพียงแต่ให้จัดลำดับความสำคัญบนศักยภาพของประเทศที่แท้จริงและตอบโจทย์อนาคตภายใต้แนวทางการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน และการยืนบนขาของตัวเองเพื่อรับมือกับโลกที่ผันผวน
การรีเซ็ตยุทธศาสตร์และนโยบายด้วยการอัพเกรดกลุ่มพืชผลเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็น “สารตั้งต้นมูลค่าสูง” ผ่านโครงข่าย CoE และ AIC 77 จังหวัด คือทางออกเดียวที่จะพลิกชีวิตเกษตรกรไทย 8.5 ล้านครัวเรือน ยกระดับและสร้างงานทักษะสูงให้แก่แรงงานไทย ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ผู้ครอบครองสิทธิบัตรเทคโนโลยี ปรับเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจเก่าที่พึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศสู่ฐานใหม่คือเศรษฐกิจในประเทศ(Domestic Economy)สร้างเติบโตของจีดีพี.แบบกระจายประโยชน์ถึงฐานรากเศรษฐกิจแบบมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง.
Share this content:
