



นราธิวาส/ข่าว-ซาการียา ดอเลาะ
สำนักงาน กปร. เปิดฉากติวเข้มเกษตรกรใต้ บ่มเพาะองค์ความรู้พิกุลทองฯ สานพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
สำนักงาน กปร. เดินหน้าสืบสานพระราชปณิธานอย่างยิ่งใหญ่ นำร่องเปิดประเดิมฝึกอบรมเกษตรกร 3 จังหวัดภาคใต้ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ถ่ายทอดศาสตร์พระราชาและเทคโนโลยีเกษตรผสมผสาน มุ่งพลิกฟื้นผืนดินเปรี้ยวจัดและสร้างอาชีพที่มั่นคง หวังยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ต้อนรับวาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ ร.9 ในปี 2570
วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม 1 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ ในโครงการ “ครบรอบ 100 ปี วันพระราชสมภพสืบสานพระราชปณิธานสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 11 มิถุนายน 2569 โดยมีนายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, นายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ที่ปรึกษาอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้, นายมานพ ลิ้มทองใบ ผู้อำนวยการศูนย์ลุ่มน้ำปากพนังฯ, นายอภิศักดิ์ สรวิสูตร ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพื้นที่ 4 และนางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ตลอดจนเกษตรกรผู้แทนจากจังหวัดพัทลุง สตูล และพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เข้าร่วมรับการอบรมในครั้งนี้
นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสสำคัญที่จะเวียนมาถึงในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทางสำนักงาน กปร. จึงได้จัดทำแผนบูรณาการร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศ และจังหวัดเป้าหมายรวม 10 จังหวัด โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการนำ “ศาสตร์พระราชา” และองค์ความรู้ที่ตกผลึกจากศูนย์ศึกษาฯ มาถ่ายทอดและขยายผลสู่มือเกษตรกรโดยตรงผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) เพื่อให้ราษฎรสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สำหรับการฝึกอบรมหลักสูตรเข้มข้นในพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ มีเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมทั้งสิ้น 40 ราย ประกอบด้วย เกษตรกรจากจังหวัดพัทลุง 20 ราย, จังหวัดสตูล 14 ราย และเจ้าหน้าที่พร้อมเกษตรกรจากศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ อีก 6 ราย
โดยไฮไลต์สำคัญของการอบรมตลอดทั้ง 3 วัน ประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและจับต้องได้จริง ได้แก่ 1.การศึกษาดูงานพื้นที่จริงโดยรถลากพ่วง เจาะลึกแปลงรวบรวมสายพันธุ์หญ้าแฝกบริสุทธิ์ และแปลงรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมือง
2.การบรรยายพิเศษด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดย นายกวี ลิ่มอุสันโน ที่ปรึกษาด้านการบริหารและขยายผลการพัฒนาฯ
การเจาะลึกเทคนิคการทำเกษตรในพื้นที่เฉพาะ การสาธิตทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ “ดินเปรี้ยวจัด” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะของศูนย์ฯ พิกุลทอง บรรยายโดย นายวิโรจน์ ปิ่นพรม หัวหน้างานวิชาการและประสานงาน
3.หลักสูตรลดต้นทุนและสร้างรายเสริม: การจัดทำอาหารปลาและอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุน, เทคนิคการปลูกพืชแซมยางพารา, การปลูกหม่อนเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ และการเลี้ยงสัตว์ปีก (ไก่และเป็ด) รวมถึงการเสริมอาวุธทางปัญญาด้านเทคนิคการตลาดสินค้าออนไลน์เพื่อตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน
ทั้งนี้สำนักงาน กปร. และหน่วยงานภาคีเครือข่าย มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เกษตรกรทั้ง 40 รายที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะในครั้งนี้ จะนำองค์ความรู้และทักษะที่ได้กลับไปปรับใช้ พัฒนาอาชีพของตนเอง และขยายผลเป็น “เกษตรกรต้นแบบ” ในชุมชน เพื่อสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งจากฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ภาคใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ด้านนายอำพล แก้วมุสิก เกษตรกรจากจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ผมเป็นเกษตรกรมาจากจังหวัดพัทลุง อำเภอป่าบอน ปัญหาหลักของเกษตรกรที่เราเจอก็คือเรื่องต้นทุนครับ เดิมทีที่เราเลี้ยงสัตว์หรือทำสวนทั่วไป ปัญหาหลักก็คือเรื่องต้นทุนค่าอาหารสัตว์และค่าปุ๋ย
ซึ่งการมาอบรมที่นี่ หลักสูตรหลัก ๆ ก็คือเรื่องอาหารลดต้นทุน รวมถึงการทำปุ๋ยหมัก การลดการใช้ปุ๋ย และการปรับปรุงดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะค่าปุ๋ยขึ้นทุกปี ค่าอาหารสัตว์ก็แพงขึ้นทุกปี
ในส่วนของผมเอง ที่อำเภอป่าบอน เราประกอบอาชีพเกษตรกรรมแบบผสมผสาน มีทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา และตอนนี้ก็เริ่มพัฒนาเรื่องการแปรรูปสินค้า สิ่งที่ต้องการมาเรียนรู้ตรงนี้คือ อยากพัฒนาเรื่องอาหารแปรรูปที่มีคุณภาพ รวมถึงการใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยจุลินทรีย์ให้มีคุณภาพ เพื่อจะได้นำไปพัฒนาต่อยอด และได้แลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ๆ แทนการทำเกษตรแบบเดิม ๆ เพื่อจะได้นำไปใช้ต่อยอดในชีวิตประจำวันครับ
ตอนนี้สถานการณ์เหมือนเกิดสงครามเรื่องต้นทุนเลยครับ เดิมต้นทุนปุ๋ยยูเรียอยู่ประมาณ 800 กว่าบาท แต่ตอนนี้ขึ้นไปถึง 1,500 บาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่วนอาหารสัตว์เมื่อก่อนราคา 400 กว่าบาท ตอนนี้กลายเป็น 500–600 กว่าบาทแล้ว ปัญหาคือ ต้นทุนการเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ไก่เนื้อ หรือปลา เพิ่มสูงขึ้นมาก ขณะที่ราคาผลผลิตยังเท่าเดิม บางช่วงราคายังตกต่ำอีกด้วย
ถ้าเราไม่สามารถลดต้นทุนเรื่องปุ๋ยและอาหารสัตว์ได้ ตอนนี้ก็มองไม่เห็นหนทางว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร
Share this content:
