รวบโจรบาปย่องขโมยฆ้องหน้า “หลวงพ่อนาค” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์วัดดังกลางเมืองอุดรฯ
เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 2 กันยายน 2569 พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี พ.ต.ท.ชัยรัตน์ ประสารพันธ์ รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.พิเชฐ ปักเคธาติ รอง ผกก.สส. พร้อมกำลังควบคุมตัวนายวิชัย (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ 3 ชุมชนบ้านช้าง ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ผู้ต้องหา ขโมยฆ้อง หน้าอุโบสถ วัดมัชฌิมาวาส (พระอารามหลวง) ถนนอุดรดุษฎี เขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยจับได้ที่บ้านเช่าในซอยโพนพิสัย 1 ถนนโพนพิสัย เขตเทศบาลนครอุดรธานี พร้อมเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ และฆ้อง 1 ลูก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร










การจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 16.38 น.วันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา นายสุชาติ วงษาพู่ อายุ 54 ปี ไวยาวัจกร วัดมัชฌิมาวาส (พระอารามหลวง) เขตเทศบาลนครอุดรธานี ได้เข้าแจ้ง ร.ต.อ.สรวิศิษฎ์ มีเพียร รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ว่า มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน มาขโมยฆ้องเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร ราคาประมาณ 3 หมื่นบาท ซึ่งแขวนไว้สำหรับให้ผู้ที่มาสักการะหลวงพ่อนาค พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ บริเวณหน้าอุโบสถ์ ได้ตีเพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งกล้องวงจรปิดบริเวณโบสถ์ชำรุด เหตุเกิดคืนวันที่ 29-30 ส.ค. จึงประสานชุดสืบสวน ตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าวัดและรอบวัด เพื่อหาเบาะแสคนร้าย
จากการตรวจสอบพบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าวัด เวลาประมาณ 19.49 น.วันที่ 29 ส.ค. 69 พบคนร้าย 2 คน ขี่รถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า ฟีโน่ สีขาว ทะเบียน กนต 183 หนองบัวลำภู มาจอดหน้าประตูวัด แล้วเดินเข้าไปในวัดทั้งสองคน แล้วเดินออกมา ต่อมาเวลา 22.10 น.วันเดียวกัน คนร้ายทั้งสองคนก็ขี่รถคันเดิม มาจอดประตูหน้าวัด แล้วเดินเข้าไปในวัด แล้วเดินออกมา กระทั่งเวลา 01.15 น.วันที่ 30 ส.ค. 69 คนร้ายทั้งสองได้ขี่รถมาจอดหน้าประตูวัด แล้วเดินเข้าไปในวัด ส่วนคนขับได้ขี่รถอ้อมวัด แล้วมาจอดที่สี่แยกไฟแดงตลาดบ้านห้วย ซึ่งอยู่ติดกับกำแพงวัด แล้วก็เดินย้อนเข้าประตูวัด ไม่นานคนร้ายก็เดินออกมาจากวัด ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนกันไป
พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล เปิดเผยต่อว่า กระทั่งเวลา 16.00 น. วันที่ 1 ก.ย.69 พ.ต.ท.พิเชฐ ปักเคธาติ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองอุดรธานี นำกำลังเข้าจับกุมนายวิชัย หนึ่งในคนก่อเหตุลักฆ้อง ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเช่าไม่มีเลขที่ภายในซอยโพนพิสัย 1 ถนนโพนพิสัย เขตเทศบาลนครอุดรธานี ซึ่งอยู่ห่างจากวัดประมาณ 200 เมตร พร้อมด้วยรถ จยย.ที่ใช้ก่อเหตุ เสื้อผ้าที่ใส่ในวัดก่อเหตุ และนำตรวจยึดฆ้องที่ขโมยไปขายร้านรับซื้อของเก่า ภายในซอยกำนัน เขตเทศบาลนครอุดรธานี ในราคา 80 บาท
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายวิชัย ให้การปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง กระทั่งตำรวจได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดให้ดู เมื่อจนมุมด้วยหลักฐาน นายวิชัยจึงได้รับสารภาพว่าได้เข้าไปขโมยฆ้องภายในวัดจริง แต่คนที่วางแผนขโมยฆ้องวัดชื่อนายแดน อายุ 38 ปี ชาวร้อยเอ็ด ได้ชักชวนตนไปที่วัด รอบแรกนายแดนชวนเข้าไปดูฆ้องที่หน้าโบสถ์ รอบ 2 ได้ขโมยเอาฆ้องออกมาวางไปริมรั้ว ติดซอยหมอลำ และรอบที่ 3 ได้ว่าจ้างสามล้อเครื่องมาจอดรอภายในซอยหมอลำ ก่อนจะเข้าไปช่วยกันยกฆ้องข้ามรั้วออกมาใส่สามล้อเครื่อง นำไปขายร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งฆ้องทำจากเหล็ก ร้านรับซื้อของเก่าภายในซอยกำนัน ซึ่งรับซื้อ กก.ละ 5 บาท ฆ้องหนัก 16 กก. ได้เงิน 80 บาท กระทั่งมาถูกตำรวจจับ ส่วนนายแดนหลบหนีไป ทำให้ตนถูกจับคนเดียว
“ตนรู้จักกับแดนเพราะทำงานกับภรรยาตน และมาขออาศัยอยู่ด้วย วันเกิดเหตุนายแดนชวนตนมาที่วัด เพื่อขึ้นไปโบสถ์ แต่ไม่ได้บอกว่ามาทำไม แต่พอรอบ 2 ตนรู้ว่านายแดนจะมาขโมยฆ้องหน้าโบสถ์ไปขาย ตนก็รีบปฏิเสธไม่ร่วมด้วย จึงได้โต้เถียงกันที่หน้าห้องน้ำ เพราะตนมาขอข้าววัดกินประจำ ก็เท่ากับเป็นลูกศิษย์วัดและทำไม่ได้ เพราะรู้ว่ามีกล้องวงจรปิด ไม่รอดอยู่แล้ว นายแดนจะเอาฆ้องใส่รถจักรยานยนต์ของตนไปขาย ตนไม่ยอมนายแดนจึงได้จ้างสามล้อเครื่องมาใส่ฆ้องไปขาย ตนจึงไม่ได้ร่วมขโมยด้วย โดยนายแดนยกเอาฆ้องคนเดียว”
หลังจากนั้นจึงได้ควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จ นายวิชัย ได้กราบขอขมาหลวงพ่อนาคซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพและศรัทธาของชาวอุดรธานี อ้างว่าไม่ได้ตั้งใจและไม่มีเจตนา แต่ห้ามเพื่อนไม่ให้ก่อเหตุไม่ได้ และต่อมา พระครูประสิทธิกิตติสาร อายุ 62 ปี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมัชฌิมาวาส มารับมอบฆ้องที่หายไปคืน
พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้สั่งการให้ชุดสืบสวนติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุ ช่วงเวลาเกิดเหตุคืนวันที่ 29 -30 ส.ค. เวลาตี 1 เศษๆ ชุดสืบสวนใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็ติดตามจับคนร้ายได้ 1 คน ส่วนฆ้องได้นำไปขายร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งร้านรู้ว่าเป็นวัตถุมงคล มีชื่อวัดยังรับซื้อไว้ 80 บาท ซึ่งร้านรับซื้อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีรับซื้อของโจร เพราะดูที่เจตนา ส่วนนายแดน คนร้ายอีกคนที่หลบหนีไป ชุดสืบสวนกำลังติดตาม คาดว่าจะได้ตัวในเร็วนี้ จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” และได้สั่งการให้สายตรวจ ตรวจตราวัดให้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอีก
Share this content:
