




เสียงร่ำไห้คนจน ชาวนราฯแห่ขึ้นโรงขนส่งแก้ปม “สิทธิ์รถยนต์” ทำหลุดบัตรคนจน วอนรัฐอย่าสุ่มสี่สุ่มห้าตัดสิทธิ์
หัวอกคนจนแทบสลายประชาชนผู้เดือดร้อนชาวนราธิวาสแห่เดินทางไปขนส่งจังหวัดนราธิวาส หลังระบบพิจารณาคุณสมบัติ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” แจ้งผล “ไม่ผ่านเกณฑ์” เหตุมีกรรมสิทธิ์รถเกินกำหนด ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นเพียงรถเก่าผุพัง-ขายต่อไปนับสิบปีแต่ชื่อยังค้างในระบบ เผยเสียงสะท้อนสุดช้ำ ยอดเงิน 300 บาทคือท่อน้ำเลี้ยงชีวิตซื้อข้าวสาร-ไข่ไก่ประทังชีพเลี้ยงดูหลาน วอนรัฐบาลลงพื้นที่ดูความจริง ดีกว่าใช้ระบบสุ่มทำลายชีวิตคนรากหญ้า ด้านขนส่งจังหวัดนราธิวาสสั่งรับมือทันควัน งัด 4 มาตรการเร่งด่วน ทั้งขยายเวลาเปิดบริการตั้งแต่ 07.30–17.00 น., กระจายจุดยื่นเรื่อง 3 อำเภอ, ให้สิทธิ์บันทึกปากคำแทนหลักฐานที่สูญหาย และกางแบบคำร้องอุทธรณ์เฉพาะกิจ เร่งชงเรื่องส่งกระทรวงการคลังคืนสิทธิ์โดยเร็วที่สุด
วันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่สำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาสเป็นไปอย่างเนืองแน่นและตึงเครียด ตั้งแต่เวลา 07.30 น. มีประชาชนผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากเดินทางมารอต่อคิวเพื่อตรวจสอบสิทธิ์การครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ หลังจากระบบแจ้งผลไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 เป็นวันที่สอง
ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า ระบบระบุข้อมูลคลาดเคลื่อนว่าพวกเขามีรถยนต์หรือจักรยานยนต์ในครอบครอง 3–4 คัน ทั้งที่ในความเป็นจริง รถเหล่านั้นชำรุดทรุดโทรมจนใช้งานไม่ได้ หรือได้มีการซื้อขายต่อไปนานนับสิบปีแล้ว แต่ยังติดปัญหาเรื่องเอกสารทางทะเบียน
นางจิราพร จันทร์ศรี อายุ 70 ปี กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ระบบแจ้งว่าตนมีรถ 3 คัน แต่ความจริงคันหนึ่งอายุเก่ากว่า 30 ปี หายสาบสูญไปแล้ว เหลือใช้ส่งหลานไปโรงเรียนและไปตลาดเพียง 2 คัน ซึ่งเป็นรถเก่าอายุนับสิบปี “ป้าอายุ 70 ปีแล้ว จะไปรับจ้างทำงานเหมือนคนอื่นก็ไม่ได้ ภาระเลี้ยงหลานก็ตกอยู่ที่ป้าคนเดียว แม่เขาทิ้งไปไม่เคยส่งเสีย เงิน 300 บาทอาจจะดูน้อยสำหรับคนอื่น แต่สำหรับป้ามันคือค่าข้าวสาร ค่าไข่ไก่เบอร์เล็ก ๆ ให้หลานได้กินอิ่มท้อง อยากขอความเห็นใจจากรัฐบาล ให้ตรวจสอบความจริงและคืนสิทธิ์ให้ป้าเถอะ”
ด้าน นางสวณี ดำละเอียด อายุ 73 ปี ผู้พิการที่ไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากระบบระบุว่ามีชื่อครอบครองรถถึง 4 คัน ได้ระเบิดความอัดอั้นตันใจว่า รถเหล่านั้นเป็นชื่อของตนจริง แต่เป็นการออกรถให้ลูกทำงานและผ่อนชำระ ซึ่งได้จำหน่ายออกไปเกือบ 20 ปีแล้ว
“ถ้าจะไม่ให้สิทธิ์ก็ไม่ว่า แต่อย่ามากล่าวหาว่าเรามีรถยนต์มากมาย มันอารมณ์เสีย ตอนนี้อายุ 73 ปีแล้ว ขาก็พิการทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลควรส่งเจ้าหน้าที่ลงมาสำรวจถึงบ้าน มาดูให้เห็นกับตาว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร ไม่ใช่มาใช้ระบบสุ่มชุมชนแบบนี้ มันไม่ถูกต้อง คนฐานะดีกลับผ่าน แต่คนยากจนจริง ๆ กลับไม่ผ่าน เงิน 300 บาทที่คุณให้ ประชาชนเอาไปซื้อของประทังชีวิตได้ตั้งหลายอย่าง แต่อย่าให้ต้องเจ็บช้ำน้ำใจกับข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแบบนี้เลย” นางสวณีกล่าวด้วยความโกรธและเสียใจ
ขณะที่นายสุริยา ตันติสิทธิกร ขนส่งจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า มีประชาชนเดินทางเข้ามาติดต่อยื่นเรื่องอุทธรณ์เป็นจำนวนมากตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ทางขนส่งจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจและเข้าใจถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี โดยในขณะนี้ ทางสำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาสได้จัดเตรียม “แบบคำร้องขอตรวจสอบสิทธิ์ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” ไว้รองรับประชาชนเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ผู้เดือดร้อนกรอกรายละเอียดอุทธรณ์สถานะรถที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน ซึ่งระบุถึงสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ประชาชนถูกตัดสิทธิ์ ดังนี้ รถเกิดอุบัติเหตุสิ้นสภาพไม่ได้ใช้งาน หรือรถเก่าชำรุด รถสูญหาย หรือหาซากไม่เจอ ขายไปแล้ว (โอนลอย) แต่ผู้ซื้อไม่ได้ไปดำเนินการทางทะเบียน รถถูกยึด โดยสถาบันการเงิน ถูกผู้อื่นใช้ชื่อจดทะเบียน โดยที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของรถที่แท้จริง
สำหรับกรณีที่ประชาชนไม่สามารถหาหลักฐานหรือเอกสารประกอบการอุทธรณ์มาแสดงได้ ขนส่งจังหวัดระบุว่า “ให้เจ้าหน้าที่บันทึกถ้อยคำประกอบเป็นหลักฐานแทนได้” เพื่อลดภาระและข้อจำกัดของชาวบ้านให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตามแนวทางการขยายเวลาและจุดบริการ ทางขนส่งจังหวัดนราธิวาสได้มีการขยายเวลาให้บริการ โดยเปิดรับคิวตั้งแต่วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 07.30 น. และให้บริการยาวไปจนถึง 17.00 น. ทุกวันจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และกระจายจุดบริการ 3 แห่ง ประชาชนสามารถเดินทางไปยื่นแบบคำร้องได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาส, สำนักงานขนส่งฯ สาขาอำเภอสุไหงโก-ลก และสำนักงานขนส่งฯ สาขาอำเภอรือเสาะ
ทั้งนี้หลังจากตรวจสอบและบันทึกข้อมูลคำร้องเสร็จสิ้น สำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาสจะรีบส่งข้อมูลไปยังกรมการขนส่งทางบก เพื่อรวบรวมส่งต่อไปยังกระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลางในการพิจารณาคืนสิทธิ์ให้แก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด
Share this content:
