



เขย่ากระบวนการยุติธรรม! เท้งผู้นำฝ่ายค้าน-โรม ”ลุยไฟใต้ จี้ถามปม ปืนของรัฐ-คนของรัฐ“ ลอบยิง สส.กมลศักดิ์ หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง น.ต.เดโช รันตพันธุ์ผู้ต้องหาสำคัญ
ผู้นำฝ่ายค้านจับมือประธาน กมธ.กฎหมาย และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่นราธิวาส เยี่ยมให้กำลังใจ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หลังรอดชีวิตจากเหตุลอบสังหาร พร้อมเปิดหน้าชนกระบวนการยุติธรรม ตั้งคำถามเดือดปม “คนของรัฐ รถของรัฐ อาวุธของรัฐ” และกลิ่นอายการตัดตอนคดี หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง น.ต.เดโช รันตพันธุ์ 1 ใน 7 ผู้ต้องหาคนสำคัญ เตรียมยกคณะบุกสัตหีบ 24 นี้ พิสูจน์ความจริงปมทำลายหลักฐานปืนหลวง พร้อมจี้ “อนุทิน” นายกฯ และ มท.1 ต้องรับผิดชอบ หวั่นทำลายความเชื่อมั่นและสงครามแย่งชิงมวลชนในพื้นที่ชายแดนใต้
คณะแกนนำฝ่ายค้านนำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ จับมือทีมกรรมาธิการชุดใหญ่ ทั้ง นายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.การกฎหมายฯ, นายเอกราช อุดมอำนวย ประธาน กมธ.การทหาร และนายรอมฎอน ปันจอร์ ร่วมเดินทางลงพื้นที่ เพื่อเข้าพบปะและมอบกำลังใจให้แก่ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. พรรคประชาชาติ ณ บ้านพักเลขที่ 13/3 หมู่ 9 ถนนเพชรเกษม ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ท่ามกลางสถานการณ์ที่สังคมกำลังจับตามองคดีความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เปิดเผยความคืบหน้าคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยระบุว่าคดีนี้ถือเป็น “คดีความมั่นคงที่สำคัญที่สุด” เพราะผู้ก่อเหตุใช้คนของรัฐ ปืนของรัฐ และรถของรัฐในการปฏิบัติการ แต่กลับมีความพยายามทำให้คดีนี้ดูเร่งรีบและน่าผิดหวัง ล่าสุดอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง น.ต.เดโช รันตพันธุ์ ผู้ต้องหา 1 จาก 7 คน ซึ่งกรรมาธิการมองว่าคนคนนี้คือตัวการสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงผู้สั่งการเบื้องหลัง หากคดีจบลงแค่นี้จะถือเป็นการตัดตอนที่สังคมยอมรับไม่ได้
นอกจากนี้ ในวันที่ 24 นี้ ทาง กมธ.กฎหมาย จะเดินทางไปยังอำเภอสัตหีบ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เจ้าหน้าที่อ้างว่า อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุซึ่งเป็นปืนของรัฐได้ถูกทำลายตามซีเรียลหมายเลข (Serial Number) ไปแล้ว ว่ามีการทำลายจริงหรือเป็นการทำลายหลักฐาน พร้อมทั้งเตรียมเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสมาให้ข้อมูลอีกครั้ง หลังจากที่เคยปฏิเสธโดยอ้างว่าติดภารกิจมาโดยตลอด และจะลงพื้นที่ตรวจสอบซ้ำอีกครั้งในวันที่ 11-12 สิงหาคม
นายรังสิมันต์ ยังได้เปิดเผยประเด็นร้อนเกี่ยวกับความมั่นคงไซเบอร์และสิทธิมนุษยชน โดยระบุว่า มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขอข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตของประชาชนในพื้นที่ไปเก็บไว้ที่ภาค 9 ครอบคลุมรายชื่อกว่า 2,000,000 รายชื่อ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีหลายอำเภอไม่ได้อยู่ในเขตประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการปฏิบัติการที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เกินกว่าที่สังคมจะยอมรับได้ และมีความเสี่ยงสูงหากข้อมูลเหล่านี้หลุดไปอยู่ในมือของคนร้าย ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตกอยู่ในอันตราย
ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้จะไม่สามารถสำเร็จได้เลยหากรัฐไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา คดีของ สส.กมลศักดิ์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า แม้กระทั่งผู้แทนราษฎรยังโดนลอบสังหารโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่รัฐบาลกลับยังไม่สามารถให้คำตอบที่โปร่งใสได้ว่าใครคือผู้สั่งการเบื้องหลัง
“ในพื้นที่นี้คือสงครามการแย่งชิงมวลชน ถ้าคดีของพี่กมลศักดิ์ยังไม่โปร่งใส ผมมองไม่เห็นทางเลยว่าเราจะทำอย่างไรให้ประชาชนและมวลชนมาอยู่เคียงข้างรัฐ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาชน ยังชี้เป้าไปที่หน่วยงานกำกับดูแล โดยระบุว่า สำนวนคดีของตำรวจที่ออกมาอ่อนนั้น อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ส่วนประเด็นเรื่องรถหลวงและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ก็เชื่อมโยงไปถึงกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น บุคคลที่จะต้องออกมาแสดงความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชายแดนใต้ในเวลานี้ก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ทั้งนี้ผู้นำฝ่ายค้านย้ำว่า พรรคประชาชนและพรรคร่วมฝ่ายค้านพร้อมสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์แก่หน่วยงานความมั่นคงหากขาดแคลน เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ปลายทางที่อยากเห็นคือการปฏิรูปกองทัพและการกระจายอำนาจภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ โดยไม่ให้หน่วยงานความมั่นคงเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง พร้อมสนับสนุนให้เดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติภาพ ควบคู่ไปกับข้อตกลงทดลองนำร่องหยุดยิง 40 วัน เพื่อให้ความขัดแย้งจบลงที่โต๊ะเจรจาอย่างยั่งยืน
Share this content:
