#ทุกข์ชาวสวน“ลุ้ย” ราคาทรุดหนัก เกษตรกรพบพระอ่วม ต้นทุนพุ่ง-ฝนซ้ำ-เชื้อราระบาด ขาดทุนยับ วอนรัฐเร่งช่วยด่วน











ตาก – เกษตรกรผู้ปลูก “ลุ้ย” หรือผักกาดขาวปลี ในพื้นที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก กำลังเผชิญวิกฤตราคาผลผลิตตกต่ำอย่างหนัก ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช ค่าแรงงาน และค่าน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องสูบน้ำ ขณะที่สภาพอากาศแปรปรวน ร้อนจัดสลับฝนตกต่อเนื่อง ซ้ำเติมให้ผลผลิตเกิดเชื้อราและเน่าเสียจำนวนมาก ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายขาดทุนหนัก
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณบ้านรวมไทย 5 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก พบเกษตรกรหลายรายกำลังเร่งตัดลุ้ยส่งขาย ท่ามกลางบรรยากาศเงียบเหงา พ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อน้อยกว่าทุกปี เนื่องจากกำลังซื้อชะลอตัว ทำให้ผลผลิตจำนวนมากตกค้างในแปลง
นายสือ แช่ว่าง อายุ 40 ปี ชาวบ้านชิบาโบ หมู่ 12 ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เปิดเผยว่า ตนเองปลูกลุ้ยหรือผักกาดขาวปลีมานานเกือบ 20 ปี แต่ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่หนักที่สุด เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและยาที่ปรับตัวแพงขึ้นมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา
นายสือ กล่าวว่า ลุ้ยรุ่นนี้ปลูกจำนวน 15 ไร่ ใช้ต้นทุนเฉลี่ยไร่ละประมาณ 18,000-20,000 บาท ยังไม่รวมค่าแรงงานและค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ต้องใช้น้ำรดอย่างต่อเนื่อง เพราะอากาศร้อนจัด ทำให้ต้องใช้เครื่องสูบน้ำตลอดทั้งวัน ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
“ปลูกมาเกือบ 20 ปี ไม่เคยเจอต้นทุนหนักขนาดนี้ ทั้งปุ๋ย ทั้งยา ทั้งน้ำมัน ทุกอย่างขึ้นหมด แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำ ตอนนี้ขายหน้าสวนได้แค่กิโลละ 4 บาท บางวันพ่อค้าไม่เข้ามารับซื้อเลย” นายสือ กล่าว
นอกจากนี้ ยังต้องแบกรับค่าแรงคนงานตัดลุ้ย คิดคันละ 700 บาท ต่อรถปิคอัพ 1 คัน ขณะที่ในแต่ละวันพ่อค้ารับซื้อเพียงไม่กี่คัน ล่าสุดมีพ่อค้ารับซื้อเพียง 3 คันรถปิคอัพ เพื่อนำไปส่งขายที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื่องจากในพื้นที่ระบายสินค้าได้ยาก
เกษตรกรรายนี้ยังระบุอีกว่า ปัญหาฝนตกสลับอากาศร้อน ทำให้ลุ้ยเกิดเชื้อราและเน่าเสียจำนวนมาก บางแปลงเสียหายเกินครึ่ง ต้องเลือกตัดเฉพาะต้นที่มีคุณภาพดี ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก
“รุ่นนี้ขาดทุนแน่นอน เพราะได้ผลผลิตไม่เต็มที่ แถมราคาก็ต่ำ พอตัดขายก็แทบไม่คุ้มค่าแรงและค่าน้ำมัน” นายสือ กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
จากการสอบถามเกษตรกรในพื้นที่ พบว่าสถานการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับหลายครัวเรือน บางรายเริ่มชะลอการปลูกในรอบต่อไป เพราะไม่มั่นใจว่าจะสามารถแบกรับต้นทุนได้ หากราคาผลผลิตยังคงตกต่ำต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เกษตรกรเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทั้งการช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิต การควบคุมราคาปุ๋ยและน้ำมัน รวมถึงการหาตลาดรองรับผลผลิต เพื่อช่วยพยุงราคาพืชผลทางการเกษตร และลดความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่
หลายฝ่ายมองว่า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป และทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องแบกรับภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชวลิต วิกุลชัยกิจ/รายงาน
Share this content:
