อาชีพเดนตาย” บนเส้นด้ายปลายด้ามขวาน “ไฟใต้” ร่วม 2 ทศวรรษ “นักข่าวภาคสนาม” เจ็บจริง ตายจริง แต่ไร้สวัสดิการ ออกแถลงการณ์จี้รัฐ 10 ข้อ..สร้างขวัญกำลังใจสู่ “นกพิราบแดนใต้”





“วันเสียงปืนแตก” (4 ม.ค.47) จากเหตุปล้นปืนค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จนลุกลามเป็น “ไฟใต้” ที่ลุกโชนอย่างรุนแรงต่อเนื่องมาร่วม 2 ทศวรรษ เปลวไฟสีแดงบ่งบอกถึงความขัดแย้งและสถานการณ์ที่ถึงขั้น “เอาไม่อยู่” เป็นเวลาหลายปี และคลี่คลายลงบางช่วงบางเวลา เหตุลดน้อยลง ระดับความรุนแรงหนักขึ้น แต่ถึงแม้ดูเหมือนขณะนี้ “เปลวไฟ” เริ่มมอดแต่ใช่ว่าจะดับสนิท
อีกหนึ่งอาชีพ ที่ได้รับผลกระทบทางตรงในสายงาน นั่นคือ “นกพิราบคาบข่าว” สื่อสารมวลชนที่เป็น “ผู้สื่อข่าวภาคสนาม” ที่ต้องลงพื้นที่หลังเกิดเหตุ เจ็บจริง ตายจริง มานับไม่ถ้วน..
..นายชาลี บุญสวัสดิ์ หรือ “ป๋าชาลี” ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.ไทยรัฐ จ.นราธิวาส ดับคาที่ขณะยืนอยู่ใกล้รถคาร์บอมบ์ เพื่อรอบันทึกภาพเจ้าหน้าที่เข้าตรวจระเบิดลูกแรก บริเวณหน้า สภ.สุไหงโก-ลก เมื่อ 21 ส.ค.ปี 51 และเป็นนักข่าวรายแรกและรายเดียวที่คร่าชีวิตบนความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ ในปี 50 และปีต่อๆมา “นักข่าวเดนตาย” ใน 3 จชต. เริ่มมีบาดแผลจากการลงพื้นที่ “ทำข่าว” เป็นระยะๆ
“ผู้สื่อข่าวพิเศษ” หรือ “สตริงเกอร์” (Stringer) สังกัดสำนักข่าวส่วนกลาง เป็น “สื่อเดนตาย” ที่ดูเหมือนถูกลืมจากสังคม โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการ (ที่มั่นคง) “สมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาชายแดนภาคใต้” ได้หยิบยกด้วยการจัดกิจกรรม “สานสัมพันธ์สื่อมวลชนและภาคีเครือข่าย” ที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ภายใต้แนวคิด “พลังสื่อสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และสวัสดิการเพื่อความยั่งยืน” นักข่าวภาคสนามทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ตบเท้าเข้าร่วมสะท้อน “ชีวิตคนทำสื่อ” บนเส้นด้ายในพื้นที่ขัดแย้ง
“แถลงการณ์เรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 10 ข้อ” ในนามสมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาชายแดนภาคใต้ สาระสำคัญ อาทิ การจัดตั้งกองทุนเยียวยาสื่อมวลชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ เพื่อให้ได้รับสิทธิเทียบเท่ากับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย, ผลักดันนโยบายสวัสดิการสุขภาพให้สื่ออิสระและนักข่าวเครือข่าย (Stringer) เข้าถึงสิทธิการรักษาที่สอดรับกับความเสี่ยงในหน้าที่, คุ้มครองการนำเสนอข่าวโดยปราศจากการคุกคาม และมีกลไกเข้าถึงข้อมูลรัฐที่โปร่งใสรวดเร็ว เพื่อสกัดกั้นข่าวลือ, สนับสนุนงบประมาณฝึกอบรมทักษะการรายงานข่าวในสภาวะขัดแย้ง และการเอาตัวรอดในพื้นที่, สนับสนุนให้สื่อทำหน้าที่เป็น “กระจก” สะท้อนปัญหาเชิงลึก และเป็นพื้นที่กลางรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน, ให้รัฐจัดสรรโควตาแสวงบุญ (ฮัจย์, อุมเราะห์ และสังเวชนียสถาน) ให้สื่อมวลชนอิสระเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และส่งเสริมการดูงานในพื้นที่ขัดแย้งต่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสันติภาพ
แถลงการณ์ยังระบุทิ้งท้าย “ความปลอดภัยของคนทำสื่อคือรากฐานของความจริงในสังคม”
ทางด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุ เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน หากสื่อถูกปิดปาก ประชาชนจะขาดอาวุธสำคัญคือ “ความจริง” ในการตรวจสอบอำนาจรัฐ พร้อมแสดงจุดยืนคัดค้าน พ.ร.บ.สื่อฯ ที่ให้อำนาจรัฐเข้ามาควบคุมผ่านองค์กรที่รัฐตั้งขึ้น โดยสนับสนุนให้สื่อ “กำกับดูแลกันเอง” ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพ “ยืนยันพิจารณาแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายและระเบียบที่ใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องปิดปากสื่อ เพื่อให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ได้อย่างสุจริตโดยไม่ต้องกังวลอิทธิพล”
นราธิวาส – สกู๊ปสื่อเดนตายบนเส้นด้ายชายแดน
สัญฐิติ ขอจิตต์เมตต์
Share this content:
